วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

คิดสร้างสรรค์....นั้นคิดอย่างไร

คิดสร้างสรรค์นั้น....คิดอย่างไร
ในการพัฒนาประชากรมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดนอกเหนือจากปลูกฝังเรื่องของความรักชาติ ความมีระเบียบวินัย ความเสียสละ ความสามัคคี การสร้างให้ประชากรในชาติมีความคิดสร้างสรรค์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ ความคิดและจินตนาการ ( Imagination ) ก่อให้เกิดผลดีมีประโยชน์ต่อสังคมโดยส่วนร่วมเป็นต้นเหตุที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่า พลังความคิดสร้างสรรค์เป็นพลังความคิดในเชิงบวกมองเห็นในแง่มุมดีๆ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกดีๆแก่ผู้คิดซึ่งการสร้างความรู้สึกนึกคิดที่ดี หรือพลังในเชิงสร้างสรรค์ สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ดังนี้
· การหัดคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆความสมหวังความผิดหวัง เสียใจ เศร้าใจ ให้รู้เท่าทันถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาต่างๆที่ทำให้ผิดหวัง อันจะก่อให้เกิดแรงกระตุ้นหรือพลังความคิดในการหาทางที่จะแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ
· การหัดชื่นชมในสิ่งรอบๆตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม บุคคลรอบกาย และชมตัวเองที่มีความคิดและความรู้สึกดีๆ เพื่อให้เกิดกำลังใจ และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง
· เชื่อมั่นในการทำความดี อันจะเป็นเสมือนเกราะป้องกันไม่ให้ผลของความคิดเบี่ยงเบนไปในทางลบอันเป็นตัวทำลายความคิดสร้างสรรค์อย่างมากที่สุด
· ปลง คือ การนำประสบการณ์ของตัวเองมาช่างน้ำหนักหาสาเหตุตลอดจนผลที่จะเกิดขึ้นของปัญหาในเรื่องนั้น
· ปลด คือ การมีความต้องการในการที่จะตัดสินใจในการจะแก้ปัญหา ต้องใช้สติ-ปัญญา ความอดทนในการตัดสินใจอย่างสูงในช่วงนี้
· ปล่อย คือ การละวางทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ

อาจจะเห็นได้ว่ากระบวนการพัฒนาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ บางส่วนต้องใช้หลักคำสอนทางศาสนาพุทธมาเป็นกรอบสร้างแรงกระตุ้น แต่การเรียนรู้ก็ขอให้เรียนรู้อย่าง เซน คือ การเรียนรู้เห็นแจ้งด้วยตัวเอง

วันจันทร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553

การสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์


ในการเรียนศิลปะบรรยากาศสภาพแวดล้อมนับว่ามีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้การเรียนการสอนเป็นไปอย่างได้ผล ทั้งนี้ผู้เรียนจะต้องมีอารมณ์ร่วม มีแรงกระตุ้นในการอยากจะสร้างงาน สถานที่ดีที่สุดควรจะอยู่ท่ามกลางความเป็นธรรมชาติ ที่เงียบสงบ ซึ่งก็คงเป็นหน้าที่ของครู ผู้สอนในการคัดเลือกสถานที่ที่เหมาะสมในการจัดการเรียนการสอน นอกจากนี้ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้




  1. การสร้างบรรยากกาศให้ผู้เรียนมีความรู้สึกเป็นอิสระ ไม่อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์หรือแรงกดดันต่างๆ


  2. สอนแบบให้ความรักความอบอุ่น แบบกันเองโดยผู้สอนจะต้องเข้าใจถึงความแตกต่างของบุคคล ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตนเองและผลงานตามความสามารถ

  3. สร้างแรงจูงใจกระตุ้นให้นักเรียนสร้างผลงานจนสำเร็จ มีความปราณีต งดงาม โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย

  4. ให้ความสำคัญกับข้อสงสัย และคำถามทุกๆคำถาม โดยตั้งใจฟังและเพียงแต่ชี้แนะให้ผู้เรียนแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง จากแหล่งข้อมูลต่างๆ

  5. ยกย่องชมเชยในผลงานที่ผู้เรียนสร้างข้นมา ถึงแม้นจะดูเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้สอน แต่พึงระลึกว่าผู้สร้างย่อมมีความภาคภูมิใจในผลงานที่สร้างขึ้น เพียงแต่ชี้แนะในเรื่องที่ต้องปรับปรุงอย่างระมัดระวังคำพูดให้มากที่สุด

  6. สร้างบรรยากาศของความไว้วางใจ ลดบทบาทของการเป็นครูผู้สอน เป็นลักษณะ พ่อสอนลูก พี่สอนน้อง ดูจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่ " ครูผู้สอน "

วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หลักการสอนศิลปะแบบเซ็น




ในการสอนศิลปะตามวิถีของเซ็นใช้หลัก 3 ประการดังนี้



  • ไม่สอนโดยตรง ยกตัวอย่างเช่น สีแดง ผสม สีเหลือง ได้เป็นสีส้ม

  • ไม่บอก ไม่อธิบาย ชี้แนะแบบยัดเยียด

  • ไม่ยึดรูปแบบ กฏเกณฑ์ ระเบียบข้อบังคับชนิดตายตัว

ดังได้กล่าวจากตอนต้นแล้วว่า หัวใจของเซ็นจะไม่ยึดมั่นถือมั่นในกฎเกณฑ์ ดังนั้นวิธีการสอนแบบเซ็นจะขึ้นอยู่กับการสร้างโอกาสในการรับรู้เห็นแจ้งภายในจิตอย่างฉับพลัน ซึ่งในทางปฏิบัติในชั้นเรียนย่อมมีความแตกต่างในเรื่องของการรับรู้ที่แตกต่างกัน จำเป็นที่ครูผู้สอนจะต้องมีความอดทน และมีสมาธิเป็นอย่างมาก ส่วนการรับรู้ของผู้เรียนอาจจะเกิดจากการสอนของครูหรือเกิดจากการค้นพบด้วยตนเองก็ได้ ความสำเร็จของการสอนศิลปะแบบเซ็นจึงไม่อยู่ที่รูปแบบหรือผลงานที่สำเร็จ แต่จะอยู่ที่จิตใจและความเชื่อมั่นที่ผู้เรียนถ่ายทอดออกมาความสวยงามของผลงานจะต้องแฝงไว้ซึ่งความคิดและจินตนาการความรักความเข้าใจในคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม


บทบาทของครูสอนศิลปะวิถีเซ็นที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้


  • ไม่ถือตัว ยึดตัวเองเป็นแบบ

  • ไม่อวดรู้ ออกคำสั่ง

  • ไม่ยินดียินร้ายในถ้อยคำยกย่อง สรรเสริญ คำตำนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์ ( ฟังแต่ไม่คิดตาม )

  • เรียบง่าย หยืดหยุ่น

  • มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

  • ตั้งมั่นในการทำความดี

จากบทความที่ผ่านมาผมเชื่อว่า ครูที่สอนศิลปะหรือท่านที่สนใจ เป็นผู้มีความสามารถเหมาะสมแล้วไม่เช่นนั้นท่านคงไม่เสียเวลาอันมีค่ามาอ่านบทความที่เผยแพร่อยู่นี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านได้เข้าสู่เซ็นอย่างถึงแก่น





ครูจอนห์นี่ ( สาวกเซน )









การจัดการเรียนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์


ความเป็นมา


การจัดการเรียนเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เยาวชนให้เติบโตเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ เพื่อเป็นการเตรียมตัวรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในอนาคต พลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ หรือ พลังในเชิงบวก จึงควรเกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนโดยไม่ถูกปิดกั้น หรือถูกวางกรอบจากครูผู้สอน


ผลที่คาดหวัง




  1. ผู้เรียนคิด ตัดสินใจ และเลือกวิธีการเรียนรู้ลงมือปฏิบัติตามความสนใจ และความสามารถด้วยตัวเอง


  2. ผู้เรียนแสวงหาความรู้และหาคำตอบของปัญหาโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลาย และสามารถสรุปหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง


  3. ผู้เรียนมีสุนทรียภาพ อ่อนโยน รักสันติ

กิจกรรม/วิธีการ



  • จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์

  • ให้ผู้เรียนมีส่วนในการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรม การประเมินผลด้วยตนเอง

  • กำหนดให้ผู้เรียนมีอิสระในการอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปะตามความสนใจ

  • ส่งเสริมการทำงานในระบบกลุ่ม

วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เซนและศิลปะการวาดภาพ

ภิกษุณีอ๊กบง ซูนิม *


การวาดรูปคือ การทำสมาธิภาวนา

สำหรับข้าพเจ้า การวาดรูปคือการทำสมาธิภาวนา ทันทีที่ข้าพเจ้าจับพู่กัน ข้าพเจ้าไม่รู้สึกต่างไปจากการทำสมาธิภาวนา เวลาที่ข้าพเจ้าวาดรูปนั้นในใจข้าพเจ้าไม่มีที่ว่างให้แก่ความคิดวอกแวกต่างๆ ที่อาจจะผุดขึ้นมาได้เลย ใจของข้าพเจ้าปลอดจากความคิดใดๆ ทั้งสิ้น จะมีก็แต่เพียงรูปที่กำลังวาดอยู่ มันเป็นสมาธิภาวนาโดยนึกถึงความคิดเพียงหนึ่งเดียว หากใครคนหนึ่งทำสมาธิภาวนาโดยนึกถึงฮวาดู แล้ว คนคนนั้นจะรู้ว่าการวาดรูปและการนึกถึง ฮวาดู เป็นสิ่งเดียวกัน การนึกถึง ฮวาดู และจดจ่อกำหนดจิตอยู่กับการวาดรูป และการวาดรูปนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน
แม้จะพักอยู่แฟลต แต่ข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตนเช่นเดียวกับช่วงที่ข้าพเจ้าอยู่สำนักภิกษุณี คือข้าพเจ้าจะตื่นเองตอนเวลาตีสาม หลังจากล้างหน้าแปรงฟันแล้วข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิภาวนา เสร็จแล้วข้าพเจ้าจะทานอาหารเช้าและทำกิจวัตรประจำวันต่อ ตอนเย็นเป็นช่วงที่ค่อนข้างเงียบ ข้าพเจ้าจึงสวดมนต์และทำสมาธิภาวนาอีกรอบหนึ่ง
บางครั้งข้าพเจ้าจะวาดรูปทั้งวัน ในแง่หนึ่งมันก็เหมือนกับว่าข้าพเจ้าทำสมาธิภาวนาทั้งวันนั่นเอง ข้าพเจ้าจดจ่ออยู่กับการวาดรูปเป็นอันมากจนไม่รู้ว่าเวลาทั้งวันหมดไปแล้ว หากรู้สึกเพลียมากข้าพเจ้าจะวาดรูปไม่ได้ แต่ถ้าไม่เหนื่อยมาก็จะจับพู่กันวาดรูปอีกเมื่อมีคนขอให้ข้าพเจ้าสอนวาดรูป ข้าพเจ้าก็จะสอนเขา

ดำรงความตั้งใจให้มั่น

เวลาสอนนักเรียนข้าพเจ้าจะเริ่มด้วยหลักเบื้องต้น คนสมัยนี้มีความสามารถพิเศษ พวกเขาจึงเข้าใจอะไรไอย่างรวดเร็วและสามารถประยุกต์คำแนะนำไปใช้ได้อย่างง่ายดาย แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าผิดหวังคือพวกเขามีความอดทนน้อย หากท่านเริ่มทำการใดๆ ท่านจะต้องบากบั่นทำไปจนเสร็จ หากท่านจับพู่กันท่านจะต้องวาดต่อไปเรื่อยๆ ลองแล้วลองอีก การวาดรูปต้นไม้ที่สง่างามสี่ชนิด (กล้าวยไม้ ต้นไผ่ ดอกพลัม และต้นดอกเบญจมาศ) นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากท่านต้องการวาดให้ได้ดี ท่านจะต้องลองวาดแล้ววาดอีกหลายรอบ ความพยายามเป็นเรื่องสำคัญ ปัจจุบันนี้ผู้คนจะลองทำนิดหนึ่งแล้วก็เลิกไปอย่างนี้เรียกว่า "ท่าดีทีเหลว" ในตอนแรกข้าพเจ้าจะถามพวกเขาว่าพวกคุณจะวาดรูปไปจนถึงอายุหกสิบหรือเจ็ดสิบปีหรือเปล่า และพวกเขาก็จะตอบว่าแน่นอน แต่หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาจะมีเหตุผลมากมายที่ต้องทำให้เลิก เช่น ไม่มีเวลา งานเยอะ หรือเป็นเพราะเรื่องโน้นเรื่องนี้
การเป็นจิตรกรหรือศิลปินนั้นท่านจะต้องประคองจิตใจให้ต่อเนื่องเหมือนตอนเริ่มต้น แม้ว่าท่านจะไม่จับพู่กันวาดรูปทุกวันก็ตามแต่ละสัปดาห์ท่านจะต้องวาดรูปให้ได้คืนละประมาณสิบถึงยี่สิบนาที เช่นวาดรูปเล่นๆ บนกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ใช้แล้ว เป็นต้น หากท่านทำเช่นว่ามานี้ทักษะนี้ก็จะอยู่กับท่านและมันจะอยู่ติดตัวท่าน ท่านไม่จำเป็นต้องฝึกเป็นเวลานาน แม้ในตอนที่ท่านทำธุระอื่นๆ มากมายแต่ท่านไม่ควรละทิ้งความตั้งใจมั่นและความรู้ตัวที่จะวาดภาพ

สำรวมใจ

ทำใจให้สงบและเป็นสมาธิ ท่านจะวาดรูปไม่ได้หากในใจท่านฟุ้งซ่านและสันยุ่งเหยิง จิตใจท่านจะต้องสงบและสำรวม ก่อนวาดรูปให้ทำสมาธิภาวนาสักครู่เพื่อสำรวมและทำใจให้สงบ หากใจท่านสงบแล้วการวาดรูปก็จะไม่มีปัญหา ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากจิตใจ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คือจิตใจ ดังนั้นภาพวาดจึงเป็นจิตใจด้วย หากจิตใจว้าวุ่นไม่สงบ รูปที่วาดออกมาก็จะเป็นเช่นเดียวกับใจ จิตมีหนึ่งเดียว ธรรมทั้งหลายคืนสู่ความเป็นหนึ่งอย่างที่มันเป็นอยู่
พุทธศาสนาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฎตามธรรมชาติ เป็นเรื่องการตื่นตัวรับรู้ธรรมชาติเดิมแท้ของเรา และการวาดรูปก็เป็นการแสดงออกของตัวเรา ถึงภาวะจิตใจของเรา ศิลปินแต่ละคนแสดงออกถึงลักษณะนิสัยของพวกเขาตามที่เป็น เมื่อเราผลิตผลงานออกมาจากสภาพจิตใจที่สงบนิ่ง เราก็ได้ภาพที่สงบที่ไม่มีทั้งฉันหรือเธอ
หากงานที่วาดออกมาจากจิตที่เป็นสมาธิ งานที่ปรากฏก็จะแสดงให้เห็นสภาพเช่นนั้น ยกตัวอย่างเช่น หากจิตใจมีความสงบลุ่มลึกและนิ่งแล้วละก็ฮวาดูจะเป็นอย่างไร ฮวาดูบอกให้รู้อย่างชัดแจ้งว่าคืออะไร หากในขณะนั้นท่านถือพู่กันที่มีสีอยู่ ท่านก็จะวาดด้วยจิตที่เป็นสมาธิ

ต้นไม้อันสง่างามทั้งสี่


ในช่วงวัยเยาว์ ข้าพเจ้าชอบเรียนศิลปะการเขียนตัวอักษรและมีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์คนเก่ง ข้าพเจ้าเริ่มเรียนวาดรูปเมื่ออายุ ๑๕ ปี สิ่งที่ข้าพเจ้าวาดนั้นไม่ใช่ทั้งแบบตะวันออกหรือตะวันตก มันเป็นสิ่งที่เรียกกันว่าต้นไม้อันสง่างามทั้งสี่ หมายถึงกล้วยไม้ ต้นไผ่ดอกพลัมและต้นเบญจมาศ ข้าพเจ้าวาดต้นไม้ทั้งสี่นี้มาตลอดชีวิต
ต้นไม้ทั้งสี่นี้มีความหมายมากมาย หากท่านวาดรูปกล้วยไม้แม้ในใบหนึ่งก็จะมีความสมบูรณ์และเป้าหมาย มันแสดงออกถึงธรรรมชาติและยังเป็นสิ่งที่สวยงามยิ่งอีกด้วย มีกล้วยไม้พิเศษชนิดหนึ่งที่หากเราเอามาไว้ในห้องแล้วมันจะส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วแม้คนที่อยู่นอกห้องก็ได้กลิ่น กล้วยไม้อวดความสวยงาม ธรรมชาติและกลิ่นหอมโดยไม่ต้องสนใจการยอมรับหรือการปฏิเสธ
ส่วนต้นไผ่นั้นตั้งตรงและมีสีเขียว และก็ดำรงอยู่อย่างนี้ไม่เปลี่ยนแปลง ลำต้นตั้งตรงและสีเขียวของมันไม่เคยเปลี่ยนแปรไม่ว่าจะเป็นฤดูฝน ร้อน หรือหนาว มันจะเป็นของมันอย่างนั้นตลอด ในจำนวนต้นไม้ทั้งสี่นี้ ต้นไผ่มีความแข็งแรงและมีเอกลักษณ์เฉพาะตนมากที่สุด เราใช้ต้นไผ่ทำขลุ่ยมานานแล้วเพราะมันเป็นวัสดุที่ให้เสียงเพราะที่สุด
ดอกพลัมมีความพิเศษเพราะมันจะบานอยู่บนกิ่งก้านที่ไร้ใบในช่วงปลายฤดูหนาวหรือแม้ในช่วงที่หิมะตกอันเป็นช่วงที่ต้นไม้ทั้งหลายไร้ใบ ไม่มีสีเขียวหรือสีใดๆ ให้เห็นเลย ความคงที่ของดอกพลัมนั้นเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะไม่ว่าจะเหน็บหนาวสักเพียงใด ต้นพลัมก็จะผลิตดอกเสมอ
ต้นเบญจมาศมีความพิเศษเพราะมันจะออกดอกหลังจากที่ดอกไม้อื่นๆ ร่วงโรยกันหมดแล้วในฤดูใบไมัร่วง และมันจะบานหลังจากจุดเยือกแข็งแรกของต้นฤดูหนาว
ต้นไม้ทั้งสี่มีลักษณะเฉพาะตนและเป็นสัญลักษณ์ของความงามความมั่นคง และความสมบูรณ์
ในช่วงวัยเยาว์ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ในเมืองที่มีจิตกรชื่อดังอยู่ถึงสี่ท่าน ท่านหนึ่งบอกข้าพเจ้าว่าอย่าไปจำกัดตัวเองอยู่แค่การวาดรูปต้นไม้เพียงสี่ต้นเท่านั้น และให้วาดรูปภูเขาและแม่น้ำด้วย อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าคิดว่าวาดรูปต้นไม้สี่ต้นก็เพียงพอแล้ว
จริงๆ แล้วการวาดต้นไม้สี่ต้นนี้ต้องใช้ความเข้มแข็งอดทนมากมาย ท่านอาจจะเห็นแต่ภาพที่วาดด้วยหมึกสีดำและคิดไปว่ามันทำได้ง่าย แต่ใบไม้แต่ละใบจะต้องมีชีวิต ถ้ามันตาย ภาพก็ใช้การไม่ได้ใบแล้วใบเล่าแต่ละใบต้องมีชีวิต และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการวาดต้นไม้เหล่านี้ถึงเป็นการทำงานที่คุ้มค่า ผู้ที่มีพรสวรรค์ในการวาดต้นไม้ทั้งสี่นี้มีอยู่น้อยมาก ตอนที่ข้าพเจ้าเรียนกับอาจารย์นั้นเราเริ่มเรียนด้วยกันห้าคน แต่มีเฉพาะข้าพเจ้าเท่านั้นที่ยังคงวาดรูปเหล่านี้ตลอดมา

วาดรูปอีกครั้ง

ข้าพเจ้าบวชเป็นภิกษุณีในช่วงอายุ ๓๕ และตอนนี้ข้าพเจ้าอายุ ๘๐ ปีแล้ว ข้าพเจ้าอุปสมบทหลังจากวาดรูปมาแล้วหลายปี ช่วงนั้นเป็นช่วงหลังจากที่เกาหลีได้รับการปลดปล่อยจากญี่ปุ่นซึ่งตามมาด้วยสงครามเกาหลี เกาหลีเคยเป็นประเทศเดียว ต่อมาในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองก็ถูกแบ่งแยกเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้จากนั้นเกาหลีเหนือก็รุกรานเกาหลีใต้และเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสงครามเกาหลีขึ้น มีการเข่นฆ่าและความทุกข์เกิดขึ้นมากมาย แม้แต่คนเกาหลีก็ฆ่าพวกเดียวกันเอง ข้าพเจ้าพรั่นพรึงต่อสิ่งที่ได้ประสบและเริ่มไม่ชอบที่จะอยู่ในโลกที่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เกาหลีถูกแบ่งแยกเป็นสองโดยใช้เส้นแบ่งเขตแดน ข้าพเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แม้เพียงวันเดียวในโลกเช่นนั้น ดังนั้นข้าพเจ้าจึงอุปสมบทเป็นภิกษุณีที่ศาลาตงก๊ก ซา ซึ่งเป็นสถานที่ศึกษาพระสูตร ข้าพเจ้าตัดสินใจฝึกทำสมาธิภาวนา ทิ้งพู่กันและสีและเดินทางไปฝึกสมาธิภาวนาตามที่ต่างๆ
อีกสามปีต่อมาหลังจากที่พำนัก ณ สถานปฏิบัติธรรมซกนัมซา (สำนักภิกษุณีเซนใกล้เมืองพูซาน ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศเกาหลีใต้) เพื่อฝึกสมาธิภาวนาอยู่หลายฤดู ข้าพเจ้าเริ่มมีอาการปวดหัวเข่าอย่างรุนแรง มันปวดมากจนข้าพเจ้าไม่สามารถนั่งหรือก้มกราบได้และแทบจะเดินไม่ได้เลย ข้าพเจ้าเดินทางไปรักษาตัวที่กรุงโซล และมีความจำเป็นต้องใช้เงิน ตอนที่เป็นภิกษุณีนั้นข้าพเจ้าไม่ได้สนใจเรื่องเงินทองเลย แต่ตอนนี้มีความจำเป็นต้องใช้เงินรักษาตัว เพื่อนฝูงจึงแนะให้ข้าพเจ้าจัดงานแสดงภาพวาด
การป่วยทำให้ข้าพเจ้าหันมาวาดรูปอีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าทุ่มเทกายใจทั้งหมดกับการวาดภาพมากมาย และภาพที่นำออกมาแสดงนั้นก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี หลังจากงานแสดงภาพข้าพเจ้าหวังว่าโรคที่รักการรักษาจะหาย และข้าพเจ้าต้องการกลับไปทำสมาธิภาวนาต่อที่ภูเขา แต่ขาของข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้หายขาด ส่วนหลังของข้าพเจ้าก็กลับปวดมากขึ้น การรักษาทำให้ข้าพเจ้าดีขึ้นบ้างแต่ไม่ได้รักษาโรคของข้าพเจ้าแต่อย่างใด
ข้าพเจ้ามีลูกศิษย์ที่ติดตามข้าพเจ้าตั้งแต่ตอนที่เธอจบโรงเรียนประถมและข้าพเจ้าต้องอยู่ช่วยเหลือเรื่องการเรียนของเธอที่กรุงโซลตอนนี้เธอเรียนขั้นมหาวิทยาลัยแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าเนื่องจากเธออยู่ในความรับผิดชอบของข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้าจึงต้องดูแลเรื่องการศึกษาให้ข้าพเจ้าจึงพำนักอยู่ที่กรุงโซลวันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า และตอนนี้ข้าพเจ้าก็ยังอยู่ที่นี่ เมื่อสี่ปีที่แล้วหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเป็นเจ้าภาพจัดงานแสดงภาพวาดของข้าพเจ้า ตอนแรกข้าพเจ้าบอกไปว่าทำไม่ไหวแล้ว แต่ในที่สุดก็ตกลงใจ

ศิลปิน

ศิลปินจะต้องวาดรูปและข้าพเจ้าไม่อาจหยุดวาดรูปได้ เมื่อข้าพเจ้าป่วยข้าพเจ้าจะระลึกถึงฮวาดู เมื่ออาการดีขึ้นข้าพเจ้ารู้สึกว่าจะต้องวาดรูปให้ได้ จากนั้นข้าพเจ้าก็ลืมเรื่องอื่นๆ ไปหมดทั้งความคิดที่วอกแวกและอื่นๆ ดังนั้นการวาดรูปกับตัวข้าพเจ้าก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้ว่าข้าพเจ้าตั้งใจจะทำอะไรอย่างอื่นแต่ก็ทำไม่ได้ ข้าพเจ้าลืมทุกสิ่งทุกอย่างและทุกอย่างก็หยุดพักของมันไปเองตามธรรมชาติ
ไม่ว่าจะทำอะไร ศิลปินมีอารมณ์ที่ต่างจากคนทั่วไป เพราะเหตุนี้จึงทำให้คนเข้าใจพวกเขาผิดได้ง่าย แต่จริงๆ แล้วต้องมีอะไรบางอย่างในตัวพวกเขาที่ทำให้พวกเขาสามารถทำงานที่ฉลาดหลักแหลมได้ คนที่จิตคลุมเครือไม่ชัดเจนและทำงานที่มีลักษณะเช่นนี้ออกมา พวกเขาก็จะไม่ประสบความสำเร็จ
บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่า "ทำไมคนนี้ถึงทำตัวแบบนี้" ท่านไม่สามารถเข้าใจเขาได้และไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร บ่อยครั้งศิลปินจะพูดกับพวกเดียวกันว่า "รูปวาดนี้ออกมาไม่ดี" พอตกเย็นพวกเขาปวดหัว พวกเขาโกรธและตะโกน และในที่สุดก็ออกไปข้างนอก อาจมีคนถามขึ้นว่า "ทำไมต้องออกไปข้างนอกด้วย" อีกคนตอบกลับว่า "รูปที่วาดออกมาใช้ไม่ได้" แต่หากว่ารูปที่วาดออกมาดีทุกรูป มันคงไม่มีความหมายมันคงไม่มีคุณค่า มันจะมีค่าก็ต่อเมื่อในยามที่รูปออกมาไม่ดี แต่เราสามารถพัฒนาฝีมือให้มีมาตรฐานสูงขึ้นได้อย่างฉับพลัน นี้แหละศิลปะ ไม่ว่าเราจะเป็นศิลปินแบบใด ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการไหน ถ้าพูดถึงภาวะจิตใจที่จำเป็นต้องใช้ในการผลิตงานศิลปะออกมาแล้วละก็ มันเหมือนกันทั้งหมด




หมายเหตุ * ภิกษุณีอ๊กบงเป็นจิตรกรภาพเซนที่มีอายุมากแล้วหลายปีที่ผ่านมาท่านได้แสดงผลงานภาพวาดมาหลายครั้ง และเร็วๆ นี้มีการพิมพ์หนังสือรวบรวมภาพเขียนของท่าน (ท่านเป็นคนพิการด้วยโรคข้ออักเสบ แต่กระนั้นท่านก็ยังร่าเริงและเป็นมิตรมาก) ท่านอาศัยอยู่ในแฟลตเล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงโซล

คัดลอกจาก
http://www.budpage.com/draw.shtml

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เซน...สู่...ศิลป์

เมื่อท่านได้รู้จักกับเซนแล้ว จะรู้แจ้งหรือไม่แจ้งสุดแล้วแต่ตัวท่าน ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ก็โปรดแสวงหาจากกล่องความรู้ที่อยู่หน้าท่านขณะนี้จากประสบการณ์ที่มีอยู่ในตัวท่าน เซนมาเกี่ยวกับศิลปะได้อย่างไร เราสามารถนำหลักการสอนของเซนมาบูรนาการกับการสอนศิลปะเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองดังคำกล่าวที่ว่า
ฉันฟังแล้ว ฉันก็ลืม
ฉันเห็น ฉันพอจำได้
ฉันทำ ฉันจึงเข้าใจ

จากคำกล่าวนี้จะเห็นได้ว่าการลงมือปฏิบัติเป็นสิ่งที่น่าจะเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุดของกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ในด้านศิลปะการลงมือทำทำอย่างไรจึงจะเกิดความแปลกใหม่ โดยที่ผู้สร้างงานได้ลงมือกระทำอย่างมีความเชื่อมั่นในตนเองและสามารถค้นพบความคิดสร้างสรรค์ ที่เรามักจะเรียกว่า " การคิดนอกกรอบ " ซึ่งก็ตรงกับหลักการสอนของเซนที่ไม่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์เพื่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเองที่ได้ค้นพบซึงผลที่ได้จากความคิดนั้นๆจึงจะทำให้ได้ผลงานที่แปลกใหม่อยู่เสมอ


เซนคืออะไรอะไรคือเซน

เซน ( ZEN ) เป็นนิกายหนึ่งของศาสนาพุทธ เคยมีความเจริญรุ่งเรืองในประเทศจีนระยะหนึ่ง ซึ่งในภาษาจีนกลางเรียกนิกายเซนว่า ฌาน หรือ ฉาน ( CHAN ) ได้ขยายความศรัทธาเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นรวมทั้งอีกหลายประเทศในเวลาต่อมา คำสอนหรือข้อปฎิบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นชัดเจนของเซนคือ หลักการสอนที่ไม่ยึดมั่นอยู่ในกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ เงื่อนไขตำราหรือทฤษฎีต่างๆ เป็นการสอนแบบให้ผู้สนใจหรือผู้ใคร่รู้เรื่องของเซนได้ รู้แจ้งเห็นจริง( Entightenment ) ด้วยตนเอง โดยอาจใช้คำพูด กิริยาท่าทาง การตอบคำถามที่ไม่ตรงตามความต้องการของผู้ถาม เป็นสือในการแสดงออกถึงสัจธรรมของชีวิต